แดชบอร์ดนี้ใช้ทำอะไร
แดชบอร์ด Items ตอบคำถามว่า เมนูไหนขายดี เมนูไหนขายไม่ออก และเมนูไหนยอดขยับในช่วงที่ผ่านมา เปรียบเสมือนสมุดรายงานผลของเมนูร้านคุณ
เปิดแดชบอร์ดนี้เมื่อคุณกำลังตั้งราคา ตัดสินใจว่าจะตัดเมนูไหนออก วางแผนปรับเมนูใหม่ หรืออยากรู้ว่าเมนูใหม่จะไปต่อได้หรือไม่
แท็บทั้งแปด
Overall — KPI 3 ตัวด้านบน กราฟ Pareto ของรายได้ ตารางเมนู 20 อันดับแรก/20 อันดับท้าย และรายการเมนูที่ยอดขยับ (movers)
Per Item Snapshot — คลิกเมนูในตารางตัวเลือกด้านบนของแท็บเพื่อเจาะดูทีละเมนู: สัดส่วนช่องทางขาย, heatmap รายชั่วโมงตามวันในสัปดาห์, เมนูที่มักถูกสั่งด้วยกัน และ option ยอดนิยม
Per Item Historical — ใช้ตารางตัวเลือกเดียวกัน แต่แสดงรายได้และจำนวนขายของเมนูเดียวใน 4 ช่วงเวลา (Weekly, Monthly, Yearly, Daily)
New Items — เมนูที่มียอดขายครั้งแรกภายใน 30 วันที่ผ่านมา พร้อมยอดขายไล่ดูทีละสัปดาห์
Menu Item Groups — ยอดรวมจำนวนขายที่รวมเมนูที่ขายแบบเดี่ยวเข้ากับเมนูเดียวกันที่ขายเป็นส่วนหนึ่งของ "menu item group" (คอมโบ / เซตเมนู) ในรายการย่อย
Options — ผลงานของ option group และ option รายตัวจากทุกเมนู
by Category — รายได้แยกตามหมวดหมู่ โดยแต่ละแท่งซ้อนด้วยเมนูภายในหมวดนั้น พร้อมตารางหมวดหมู่และเมนูแบบครบทุกรายการ
Category Drilldown — คลิกหมวดหมู่เพื่อดูว่าขายอะไรไปบ้างในหมวดนั้น และแต่ละเมนูมีสัดส่วนเท่าไร
แท็บ Overall
1. Total items sold (จำนวนที่ขายได้ทั้งหมด)
ผลรวมของ order_items.quantity จากรายการที่ confirmed ในออเดอร์ที่ปิดแล้ว ตลอดช่วงเวลาที่เลือก
2. Distinct items sold (จำนวนเมนูที่ขายได้ไม่ซ้ำกัน)
จำนวนค่า menuItemId ที่ไม่ซ้ำกันซึ่งมียอดขายอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ตัวเลขยิ่งสูงหมายความว่ายอดขายกระจายไปหลายเมนูมากขึ้น
3. % of menu utilized (สัดส่วนเมนูที่ขายได้จริง)
สัดส่วนของเมนูทั้งหมดที่ขายได้จริงในช่วงเวลาที่เลือก ตัวหารคือเมนูของสาขาคุณเอง — base menu ที่กำหนดให้สาขานั้น (พร้อมค่าสำรองที่เหมาะสมสำหรับสาขาที่ย้ายมาจากระบบรุ่นเก่า) ผลลัพธ์จะไม่เกิน 100% เนื่องจากช่วงเวลาที่เลือกอาจรวมเมนูที่เคยขายได้แต่ถูกนำออกจากเมนูไปแล้ว
วิธีอ่าน: ถ้าค่านี้ต่ำกว่า 60% แสดงว่าเมนูส่วนใหญ่ของคุณยังไม่สร้างรายได้เท่าที่ควร ซึ่งเป็นสิ่งที่รายการ Movers และตาราง 20 อันดับท้ายช่วยยืนยันได้
4. Items Pareto — การกระจุกตัวของรายได้
แต่ละแท่งคือรายได้ของแต่ละเมนู เรียงจากมากไปน้อย เส้นด้านบนคือสัดส่วนสะสมของยอดขายรวมเมื่อไล่ดูเมนูจากซ้ายไปขวา
วิธีอ่าน: ถ้าเส้นสะสมแตะ 80% หลังจากผ่านไปเพียง 5 เมนู แปลว่าร้านของคุณพึ่งพาเมนูเพียงไม่กี่จานอย่างมาก แต่ถ้าต้องไล่ถึง 40 เมนู แปลว่าเมนูกว้างและสมดุล ทั้งสองรูปแบบล้วนมีผลต่อการวางแผนเตรียมวัตถุดิบ
5. Top 20 items (เมนูขายดี 20 อันดับแรก)
เมนูขายดีที่สุด 20 อันดับตามรายได้ในช่วงเวลาที่เลือก พร้อมจำนวนที่ขายได้และรายได้
6. Bottom 20 items (เมนูขายได้น้อยที่สุด 20 อันดับ)
เมนูที่ขายได้น้อยที่สุด 20 อันดับตามรายได้ (โดยมียอดขายอย่างน้อยหนึ่งครั้ง) เป็นตัวเลือกสำหรับตัดออกจากเมนู ปรับราคา หรือถ่ายรูปใหม่ให้น่าสนใจขึ้น
7. Movers & Shakers — 4 สัปดาห์ล่าสุดเทียบกับ 4 สัปดาห์ก่อนหน้า
เมนูที่จำนวนขายเปลี่ยนแปลงมากที่สุดระหว่างสองช่วงเวลา: 4 สัปดาห์ล่าสุดเทียบกับ 4 สัปดาห์ก่อนหน้านั้น เมนูต้องขายได้อย่างน้อย 10 หน่วยในช่วงก่อนหน้าจึงจะเข้าเกณฑ์ (เพื่อให้ % การเปลี่ยนแปลงมีความหมายจริง)
คอลัมน์ที่แสดง: จำนวนขายช่วง 4 สัปดาห์ก่อนหน้า, จำนวนขายช่วง 4 สัปดาห์ล่าสุด, การเปลี่ยนแปลงสุทธิ และ % การเปลี่ยนแปลง เรียงตามการเปลี่ยนแปลงสุทธิ แถวบนสุดจึงเป็นเมนูที่ยอดขยับมากที่สุดไม่ว่าจะขึ้นหรือลง
วิธีคำนวณ: ใช้กรอบเวลาแบบเลื่อน 8 สัปดาห์สิ้นสุดวันนี้ ช่วงล่าสุด = 4 สัปดาห์หลังสุด ช่วงก่อนหน้า = 4 สัปดาห์ก่อนหน้านั้น เกณฑ์ขั้นต่ำ 10 หน่วยในช่วงก่อนหน้าช่วยกรองเมนูที่ยอดเปลี่ยนจาก "น้อยมากเป็นน้อย" ออกไป เพราะเมนูแบบนั้นจะมี % การเปลี่ยนแปลงสูงลิ่วโดยไม่ได้สะท้อนอะไรจริง
แท็บ Per Item Snapshot
แท็บนี้เริ่มด้วยตารางตัวเลือกเมนู (picker) ที่ด้านบน คลิกแถวของเมนูใดก็ได้เพื่อกรองทุกกราฟด้านล่างให้เหลือเฉพาะเมนูนั้น คลิกซ้ำเพื่อยกเลิก ภาพหน้าจอด้านล่างเป็นมุมมองที่ยังไม่ได้เลือกเมนู จึงแสดงข้อมูลรวมของทั้งเมนู — เมื่อคลิกเลือกเมนูแล้ว แต่ละกราฟจะแสดงเฉพาะเมนูนั้น
1. Channel mix (สัดส่วนช่องทางขาย) — จำนวนและรายได้
สำหรับเมนูที่เลือก: ขายได้กี่หน่วยในแต่ละช่องทาง และแต่ละช่องทางสร้างรายได้เท่าไร
วิธีอ่าน: มีประโยชน์สำหรับหาเมนูที่เป็นดาวเด่นหน้าร้านแต่ขายไม่ออกบนเดลิเวอรี (หรือกลับกัน) ถ้ายอดเอียงไปทางช่องทาง partner มาก อาจแปลว่าเมนูนี้เหมาะกับการจัดส่ง แต่ถ้าเอียงไปทาง dine-in มาก การผลักดันไปขายบนเดลิเวอรีอาจไม่ได้ผลเท่าที่คิด
2. Avg quantity per occurrence — Hour × Day-of-Week (จำนวนเฉลี่ยต่อครั้ง ตามชั่วโมง × วันในสัปดาห์)
heatmap ขนาด 24×7 แสดงจำนวนเฉลี่ยของเมนูนี้ที่ขายได้ต่อชั่วโมง แยกตามวันในสัปดาห์
วิธีคำนวณ: จำนวนที่ขายได้ทั้งหมดในแต่ละช่อง (ชั่วโมง, วันในสัปดาห์) หารด้วยจำนวนวันที่ไม่ซ้ำกันของวันในสัปดาห์นั้นในช่วงเวลาที่เลือก ดังนั้นค่า "2.3" ในช่องวันอังคาร 13:00 หมายถึงขายเมนูนี้ได้เฉลี่ย 2.3 หน่วยระหว่าง 13:00 ถึง 14:00 ของบรรดาวันอังคารในช่วงเวลานั้น — ไม่ใช่ยอดพุ่งจากวันเดียว
วิธีอ่าน: ช่วยหารูปแบบการขายตามช่วงเวลา เมนูที่ถูกสั่งเฉพาะเย็นวันศุกร์และวันเสาร์อาจเหมาะกับการโปรโมตเฉพาะช่วงเวลานั้น ส่วนเมนูที่ขายสม่ำเสมอตลอดสัปดาห์คือเมนูหลักประจำร้าน
3. Often ordered together (เมนูที่มักถูกสั่งด้วยกัน)
เมนูอื่น 10 อันดับแรกที่ปรากฏในบิลเดียวกันกับเมนูที่เลือก เรียงตามจำนวนครั้งที่ถูกสั่งด้วยกัน
วิธีคำนวณ: ระบบหาทุกออเดอร์ที่มีเมนูที่เลือกอยู่ แล้วนับว่าเมนูอื่นแต่ละรายการปรากฏในออเดอร์เหล่านั้นบ่อยแค่ไหน เครื่องดื่มที่ปรากฏคู่กับจานหลักแทบทุกจานคือ "คู่ขายตามธรรมชาติ" ของร้าน ส่วนคู่ที่คาดไม่ถึงอาจเป็นโอกาสทางการตลาด
4. Top option groups & options (option group และ option ยอดนิยม)
สำหรับเมนูที่เลือก: option group ที่ผูกกับเมนูนั้น (เช่น "Spice level", "Add-ons") และ option ที่ถูกเลือกมากที่สุดในแต่ละกลุ่ม
แท็บ Per Item Historical
ตารางตัวเลือกเมนูแบบเดียวกันอยู่ด้านบน กราฟด้านล่างแสดงว่ารายได้และจำนวนขายของเมนูที่เลือกเปลี่ยนแปลงอย่างไรตามเวลาใน 4 ช่วงเวลา ภาพหน้าจอเป็นมุมมองแบบยังไม่ได้กรอง (รวมทุกเมนู)
1. Revenue | Weekly (รายได้รายสัปดาห์)
2. Quantity | Weekly (จำนวนรายสัปดาห์)
3. Revenue | Monthly (รายได้รายเดือน)
4. Quantity | Monthly (จำนวนรายเดือน)
5. Revenue | Yearly (รายได้รายปี)
6. Quantity | Yearly (จำนวนรายปี)
7. Revenue | Daily (รายได้รายวัน)
8. Quantity | Daily (จำนวนรายวัน)
แท็บ New Items
1. New items — เมนูที่มียอดขายครั้งแรกภายใน 30 วันที่ผ่านมา
เมนูทุกรายการที่มียอดขายครั้งแรกที่สาขานี้ภายใน 30 วันที่ผ่านมา แต่ละเมนูจะแสดงจำนวนขายสะสมจนถึงปัจจุบัน และจำนวนที่ขายได้ในแต่ละสัปดาห์ของ 4 สัปดาห์แรกนับจากเปิดตัว (W1, W2, W3, W4)
วิธีอ่าน: เส้นทางจาก W1 → W4 บอกได้ว่าเมนูใหม่มีแรงดึงลูกค้าต่อเนื่องหรือไม่ รูปแบบพุ่งแล้วร่วง (W1 สูงแล้วลดลงเรื่อย ๆ) บ่งบอกว่าขายได้เพราะความแปลกใหม่และควรทบทวน ส่วนเส้นที่คงที่หรือเติบโตคือสัญญาณว่าเมนูกำลังจับกลุ่มลูกค้าของตัวเองได้
วิธีคำนวณ: สำหรับแต่ละ menuItemId ที่ไม่ซ้ำกัน ระบบดูค่า reportingDate ที่เก่าที่สุด ถ้าวันขายครั้งแรกนั้นอยู่ภายใน 30 วันที่ผ่านมา เมนูนั้นจะเข้าเกณฑ์ ช่วง W1–W4 คือกรอบเวลาปฏิทินนับจากวันขายครั้งแรกเป็นต้นไป
แท็บ Menu Item Groups
Menu item group คือคอมโบ / เซตเมนู — รายการเดียวใน POS ที่มีเมนูย่อยหลายรายการอยู่ข้างใน (เช่น ชุดเบอร์เกอร์ที่มาพร้อมเครื่องเคียงและเครื่องดื่ม) กราฟในแท็บนี้แสดงจำนวนแบบรวม: เมนูที่ขายแบบเดี่ยวบวกกับเมนูเดียวกันที่ขายเป็นส่วนหนึ่งของคอมโบใดก็ตาม นี่คือตัวเลขที่แม่นยำที่สุดของ "จำนวนที่ออกจากครัวจริง ๆ"
1. Overall Quantity | Individually + Menu Item Group (จำนวนรวม: ขายเดี่ยว + ในคอมโบ)
จำนวนรวมต่อเมนูตลอดทั้งช่วงเวลา โดยรวมทั้งยอดขายแบบเดี่ยวและแบบคอมโบ
วิธีคำนวณ: สำหรับรายการที่ไม่ใช่คอมโบ (subOrderItems ว่าง) ระบบใช้จำนวนของรายการนั้นโดยตรง ส่วนรายการที่เป็นคอมโบ (subOrderItems ไม่ว่าง) ระบบจะแตก JSON ของเมนูย่อย คูณจำนวนของเมนูย่อยแต่ละตัวด้วยจำนวนของรายการหลัก แล้วนับยอดให้กับชื่อเมนูย่อยนั้น จากนั้นนำตัวเลขทั้งสองส่วนมารวมกัน
2. Daily Quantity | Individually + Menu Item Group
3. Weekly Quantity | Individually + Menu Item Group
4. Monthly Quantity | Individually + Menu Item Group
แท็บ Options
1. Option quantity | by option group & option (จำนวน option แยกตามกลุ่มและตัวเลือก)
option ที่ถูกเลือกมากที่สุด 40 อันดับจากทั้งเมนู แต่ละแท่งคือหนึ่ง option (เช่น "ไม่ใส่น้ำแข็ง", "เพิ่มชีส", "เผ็ด") จัดกลุ่มตาม option group ที่สังกัด
วิธีคำนวณ: ระบบแตก JSON ของ options ในแต่ละรายการที่ confirmed รวมจำนวนของแต่ละ option แล้วเชื่อมกลับไปยัง option group (โดยดูทั้งตาราง option_groups_v2 และตารางรุ่นเก่า option_groups เพื่อให้ครอบคลุมข้อมูลย้อนหลัง)
2. Option revenue | by option group & option (รายได้จาก option แยกตามกลุ่มและตัวเลือก)
option ยอดนิยม 40 อันดับเดียวกัน จัดอันดับตามรายได้ที่สร้าง (ราคา option × จำนวนครั้งที่ถูกเลือก)
วิธีอ่าน: option ที่ถูกเลือกบ่อยแต่ไม่เพิ่มรายได้คือ "ตัวเลือกฟรี" — เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์แต่ไม่มีช่องว่างด้านราคาให้เล่น ส่วน option ที่สร้างรายได้ต่อการเลือกสูงคือพระเอกงาน upsell ของร้าน (เพิ่มชีส อัปเกรดพรีเมียม)
แท็บ by Category
รายได้ของคุณมาจากหมวดหมู่ไหน — และเมนูตัวไหนในแต่ละหมวดที่เป็นตัวทำยอด ถ้าคุณเคยใช้มุมมองแยกตามหมวดหมู่หรือ "Sales by Group" ในรายงานแบบเดิม มุมมองนั้นย้ายมาอยู่ที่แท็บนี้แล้ว
1. Revenue | by Category & Item (กราฟแท่งซ้อน)
หนึ่งแท่งต่อหนึ่งหมวดหมู่ในช่วงวันที่ที่เลือก เรียงจากยอดมากไปน้อย โดยแต่ละแท่งซ้อนด้วยเมนูภายในหมวดนั้น กราฟแสดงหมวดหมู่ 10 อันดับแรก และในแต่ละแท่งแสดงเมนู 8 อันดับแรกของหมวดนั้น — เมนูที่เหลือทั้งหมดถูกรวมเป็นส่วนสีเทา "Other items" ดังนั้นแต่ละแท่งยังคงเท่ากับรายได้เต็มของหมวดหมู่นั้น
วิธีอ่าน: แท่งสูงที่มีสีเดียวครองพื้นที่ = หมวดที่พึ่งพาเมนูเดียว ส่วนสีเทาที่ใหญ่ = มีเมนูยอดเล็ก ๆ จำนวนมาก — ดูรายละเอียดได้ในตารางด้านล่าง
2. Revenue | by Category & Item (ตาราง)
รายละเอียดครบถ้วนเบื้องหลังกราฟ — ทุกหมวดหมู่และทุกเมนู ไม่มีการตัดทอน คอลัมน์ Category Revenue แสดงซ้ำในทุกแถวของหมวดนั้น เพื่อให้อ่านยอดรวมของหมวดคู่กับยอดของเมนูแต่ละตัวได้ เรียงตามรายได้ของหมวดหมู่ แล้วเรียงตามรายได้ของเมนูภายในแต่ละหมวด
แท็บ Category Drilldown
มุมมองตารางคู่แบบอินเทอร์แอกทีฟ สำหรับตอบคำถามว่า "หมวดนี้ขายอะไรไปบ้าง?"
1. Revenue | by Category — คลิกเพื่อกรอง
ทุกหมวดหมู่ที่มียอดขายในช่วงวันที่ที่เลือก พร้อมรายได้และสัดส่วนต่อรายได้รวม คลิกที่แถวเพื่อกรองตารางเมนูด้านล่างให้เหลือเฉพาะหมวดนั้น คลิกซ้ำเพื่อยกเลิกการเลือก
2. Revenue | by Item
ทุกเมนูที่ขายได้ พร้อมรายได้และสัดส่วนต่อรายได้ที่แสดงอยู่ในขณะนั้น ถ้ายังไม่ได้เลือกหมวดหมู่ ตารางจะครอบคลุมทั้งหมด เมื่อคลิกเลือกหมวดหมู่ด้านบนแล้ว ตารางจะเหลือเฉพาะเมนูของหมวดนั้น และสัดส่วนจะกลายเป็น % ของแต่ละเมนูภายในหมวดหมู่นั้น
วิธีนับยอดขายของเมนู
Status filters (ตัวกรองสถานะ) — นับเฉพาะออเดอร์ที่ปิดแล้ว (
orders.status = 'complete') และเฉพาะรายการที่ confirmed (order_items.status = 'confirmed') รายการที่ถูกยกเลิกภายในออเดอร์ที่ปิดแล้วจะไม่ถูกนับDate field (ฟิลด์วันที่) — ใช้
reportingDateสำหรับการจัดกลุ่มตามเวลาทั้งหมด ยกเว้น heatmap รายชั่วโมงในแท็บ Per Item ซึ่งใช้orderDateสำหรับชั่วโมงTimezone (เขตเวลา) — เวลาประเทศไทย (Asia/Bangkok)
ชื่อเมนู (Item name) กับ menuItemId — กราฟส่วนใหญ่จัดกลุ่มตาม
order_items.nameตามชื่อ ณ เวลาที่ขาย เมนูที่ถูกเปลี่ยนชื่อจึงแสดงภายใต้ชื่อที่ใช้อยู่ในขณะนั้น ส่วน KPI "Distinct items sold" ใช้menuItemIdซึ่งคงเดิมแม้เปลี่ยนชื่อ ตัวกรองรายเมนู (ตารางคลิกเพื่อกรอง) จับคู่ด้วยชื่อเมนู — เมนูจึงคงประวัติครบถ้วนแม้เมนูจะถูกนำเข้าระบบใหม่ และการคลิกชื่อจะกรองทุกยอดขายภายใต้ชื่อนั้นMenu item groups (คอมโบ) — มีเฉพาะแท็บ Menu Item Groups เท่านั้นที่แตกคอมโบออกเป็นเมนูย่อย แท็บอื่นทั้งหมดนับคอมโบเป็นรายการเดียวภายใต้ชื่อหลักของคอมโบ
ตัวกรอง
Reporting Date — ช่วงวันที่ที่ต้องการดู
Outlet — ถูกตั้งเป็นสาขาของคุณโดยอัตโนมัติเมื่อแดชบอร์ดฝังอยู่ในพอร์ทัลร้านค้าของ Papaya
Item — มีผลเฉพาะแท็บ Per Item Snapshot และ Per Item Historical เท่านั้น ตั้งค่าได้โดยคลิกแถวในตารางตัวเลือกด้านบนของแท็บ
สิ่งที่แดชบอร์ดนี้ไม่ได้แสดง
การแยกข้อมูลรายหมวดหมู่ — ใช้แดชบอร์ด Categories
อัตรากำไร / COGS / ของเสีย — ดูได้ในโมดูล Inventory
การเทียบผลงานของเมนูแต่ละตัวบนกราฟแบบ star-vs-dog — ดูกราฟกระจาย Menu Optimization ในแดชบอร์ด Menu
การเปรียบเทียบเมนูข้ามสาขา — ใช้ Outlets หรือ Group KPIs






























